บทที่ 15 หากข้าทำได้ท่านก็หุบปากไปเสีย

“ท่านพ่ออยู่ที่ใดหรือ ?”คนถูกถามสะดุ้ง ดวงตาสั่นกลัวร่างกายสั่นไหว

เจียงรั่วอี้มองท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่าย ก้าวถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าว

“ข้าถอยออกมาแล้วเจ้าคงไม่กลัวแล้วใช่ไหม ?”บ่าวตรงหน้ามองคุณหนูเล็กที่ยอมถอยห่างด้วยความประหลาดใจ ถึงอย่างนั้นอาการสั่นกลัวในกายก็ไม่ได้หายไปแค่ก็รู้สึกหายใจสะดวกขึ้น

“ท่านผู้นำอยู่ในห้องโถงเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังพูดคุยอยู่กับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ”

เจียงรั่วอี้พยักหน้า“เจ้าไปได้แล้ว”

บ่าวหญิงโค้งหัวทำความเคารพเร็ว ๆ สองสามครั้งหันหลังวิ่งจากไป

ความเร็วฝีเท้าขนาดนี้ ถ้าเป็นโลกเดิมของนางสามารถลงแข่งขันนักวิ่งระดับโลกได้เลยนะเนี่ย

คิดเล่น ๆ พลางส่ายหัวยิ้ม ๆ

เจ้าของร่างนิสัยร้ายกาจมาหลายปีจะให้พวกเขาลดความหวาดระแวงลงทันทีเลยก็คงไม่ได้ แต่ยังดีที่การกระทำหลายวันนี้ส่งผลอยู่บ้าง ทุกครั้งที่บ่าวเห็นหน้านางก็ไม่วิ่งหนีทันทีหรือคุกเข่าขอโทษขอโพยทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอีกแล้ว

เจียงรั่วอี้ก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้าไปตามเส้นทางที่ได้รับมาจากความทรงจำ ทั้งที่ได้รับความทรงจำส่วนหนึ่งของเจ้าของร่างมาแล้ว แต่ความทรงจำเกี่ยวกับวัยเด็กช่วงอายุประมาณห้าปีกลับไม่มีในความทรงจำ พอใช้ความพยายามเพื่อให้คิดออกก็มองเห็นเพียงภาพเงาจาง ๆ คล้ายมีหมอกมาบดบังซึ่งมาพร้อมอาการปวดหัว

ก๊อก ๆ

“ท่านพ่อ ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่”

“รั่วอี้หรือลูก เข้ามาสิ”

มือเรียวสวยผลักเปิดประตูออก ภายในห้องมีผู้อาวุโสนั่งอยู่สองฝั่งซ้ายขวา พวกเขาต่างหันมามองนางด้วยดวงตาอยากรู้อยากเห็น รังเกียจ ประหลาดใจและสงสัย

เจียงรั่วอี้เมินสายตาพวกเขาทั้งหมด ก้าวเท้าหนักแน่นเข้ามายืนตรงกลาง สองมือประสานกันด้านหน้าโค้งศีรษะลงเล็กน้อย

“ท่านพ่อลูกมาวันนี้เพราะมีเรื่องจะขอร้องเจ้าค่ะ”

นัยน์ตาเจียงเค่อหนิงวาบผ่านประกายบางอย่าง ชายสูงวัยกระแอมไอออกมาเล็กน้อย กวาดตามองคนในห้องรอบหนึ่งก่อนดวงตาจะตกลงบนตัวเจียงรั่วอี้

“พูดสิ่งที่ลูกต้องการมาเถิด”

“ลูกอยากขอเงินสักหนึ่งหมื่นตำลึงไม่ทราบว่าพอจะให้ได้หรือไม่เจ้าคะ”

“หนึ่งหมื่นตำลึง! เจ้าจะเอาไปทำอะไร!”

“ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว เด็กอย่างเจ้าที่ฝึกปราณก็ไม่ได้จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำไม”

“ท่านผู้นำจะมอบให้ไม่ได้นะขอรับ ไม่รู้ว่าให้ไปแล้วนางจะนำเงินไปใช้สร้างปัญหาอะไรอีก”หยวนเจิ้นฝู

เจียงรั่วอี้มองพวกเขาที่พากันปฏิเสธหนักแน่นจริงจัง ใช้สายตากดดันนางประมาณว่า ลองเจ้าไม่ยอมแล้วเอ่ยปากเอาแต่ใจตนเองหลังพึ่งสร้างเรื่องใหญ่โตออกมาอีกครั้งดูสิ พวกข้าจะทำให้เจ้าต้องสำนึก แต่มีหรือที่เจียงรั่วอี้จะกลัว หญิงสาวเมินสายตาและคำพูดของคนทั้งหมด เงยหน้ามองบิดา

“ท่านพ่อเงินก้อนนี้จำเป็นต่อลูกมากจริง ๆ เจ้าค่ะ ช่วยมอบให้ลูกด้วยนะเจ้าคะ”

“จำเป็น ? จำเป็นมากขนาดไหนกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมีค่ามากขนาดไหน ตัวเจ้าที่วัน ๆ สร้างแต่เรื่องทำให้ตระกูลต้องสูญเสียเงินไปมากมาย เข้าใจความหมายของคำว่าสำคัญด้วยหรือ!”หยวนเจิ้นฝูไม่ยอมปล่อยผ่าน

ไม่กี่วันก่อนเด็กคนนี้ทำให้ตนอับอาย วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะพยายามขัดขวางไม่ให้นางได้ทำตามใจต้องการ!

ดวงตาดอกท้อเหลือบมองหยวนเจิ้นฝู

ตาเฒ่าคนนี้เอาอีกแล้วนะ! รอให้บิดาเชื่อในตัวนางมากกว่านี้ก่อน ถึงตอนนั้นนางจะถีบหัวส่งอีกฝ่ายออกจากตระกูล!

เจียงเค่อหนิงไม่ได้สนใจเสียงคัดค้านจากผู้อาวุโสเพราะเชื่อในคำพูดของบุตรสาว

เจียงรั่วอี้ของเขาเปลี่ยนไปแล้ว นางไม่ใช่เด็กสาวที่ทำอะไรไม่คิดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และนางยังได้ให้สัญญากับเขาว่าจะทำตัวให้ดีจะไม่กลับไปเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนี้เขายังเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าบุตรสาวไม่ได้ไร้ความสามารถ และการที่บุตรสาวเดินมาขอเงินทั้งที่รู้ว่าจะต้องโดนต่อว่าจากบรรดาเหล่าผู้อาวุโสก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการกระทำ

“พ่อจะมอบให้เจ้า”

“ท่านผู้นำ!”

“ผู้นำตระกูล!”

“ไม่ได้นะขอรับ!”

ทุกคนต่างตกใจในคำอนุญาต เกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายเหตุใดถึงยอมให้เงินไปง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าเขาก็ไม่ชอบพอในตัวบุตรสาวคนนั้นหรือ ? แล้วทำไมถึงทำตัวเหมือนพ่อที่รักลูกมากขนาดนี้!

“ท่านผู้นำได้โปรดไตร่ตรองอีกสักครั้ง เงินหนึ่งหมื่นตำลึงเพียงพอที่จะสร้างผู้ฝึกปราณขึ้นมาอีกสักคนสองคน และด้วยสถานการณ์ของตระกูลตอนนี้ ไม่สามารถนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมามอบให้เด็กเล่นง่าย ๆ นะขอรับ”หยวนเจิ้นฝูก้าวออกมาประสานมือเอ่ย

“ข้าเห็นด้วยกับผู้อาวุโสหยวน เค่อหนิงในฐานะที่ข้าเป็นบิดาภรรยาเจ้า ข้าขอให้เจ้าคิดให้ดีอีกสักนิด เงินจำนวนนี้เก็บเอาไว้จ้างหมอมารักษาเฟยหยาไม่ดีกว่าหรือ ? หากเฟยหยาฟื้นขึ้นมาโดยเร็วยังมีโอกาสฝึกปราณได้ แต่กับเด็กคนนี้...”เหลือบมองเจียงรั่วอี้“นอกจากจะสร้างประโยชน์ใดต่อตระกูลไม่ได้แล้วยังดีแต่สร้างปัญหา”

ไม่คิดว่าผู้อาวุโสลู่เผิงจะเอากับเขาด้วย แค่หยวนเจิ้นฝูก็น่าปวดหัวพอแล้วผู้อาวุโสลู่ท่านตาของเจ้าของร่างยังมาช่วยพูดอีก

เจียงเค่อหนิงหนักใจขึ้นมาแล้ว ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงพ่อตาของเขาชายวัยกลางคนจึงรู้สึกเกรงใจชายชราอยู่บ้าง แต่จะให้ละเลยคำขอของบุตรสาวตนก็ไม่อยากทำ

“หากเงินตระกูลมอบให้รั่วอี้ไม่ได้ เช่นนั้นก็นำเงินของข้าให้ลูก”

สุรเสียงของผู้มาใหม่ดึงความสนใจคนทั้งหมดในหันมอง เจียงรั่วอี้หันสายตามองไปทางประตู บริเวณนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งก้าวขามั่นคงเข้ามาด้านใน อีกฝ่ายก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้ามายืนข้างกายรั่วอี้ ยกยิ้มมุมปากอ่อนโยน

“เค่อหนิงในเมื่อผู้อาวุโสเหล่านี้ไม่อยากให้ลูกเราใช้เงินตระกูลก็นำเงินของข้ามาให้ลูกเถิด”

“ลู่ผิงเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วหรือ!”เจียงเค่อหนิงไม่ได้สนใจคำพูดนางเลยสักนิด ชายวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ มายืนข้างกายภรรยา ใบหน้าตื่นตะลึง

“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ต้องขอบคุณท่านที่เล่าเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนให้ข้าฟัง ข้าจึงมาสังเกตดูและทำให้ข้าได้เห็นแววตานี้อีกครั้ง”ดวงหน้างดงามหันมาสบตาเจียงรั่วอี้ นัยน์ตาสั่นระริก

“เจียงรั่วอี้หลังหลงทางอยู่นานในที่สุดลูกก็กลับมาแล้วสินะ”

หญิงสาวมองอีกฝ่ายอึ้ง ๆ อย่างไม่เข้าใจ

ในนิยายไม่มีตัวละครนี้ปรากฏออกมาให้เห็นเลย กระทั่งกล่าวถึงยังไม่มี ทว่าในความทรงจำของเจ้าของร่างยังพอมีความทรงจำเกี่ยวกับอีกฝ่ายอยู่แต่ก็เพียงน้อยนิด ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการมาปรากฏตัวให้เจ้าของร่างเห็น

แล้วทำไมคนที่ไม่แม้จะสนใจไยดีบุตรสาวที่ตนคลอดออกมา ถึงยอมปรากฏตัวออกมาในเวลาที่ตนต้องการความช่วยเหลือ ?

“ลูกจะสับสนก็ไม่เป็นไร แต่ความจริงที่ว่าลูกคือลูกของแม่นั้นไม่มีทางเปลี่ยน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป